คำเตือน: This is a FIC!!!!!

Rate:PG-15

 

 

“จากกรณีที่สมาชิกทั้ง 3 ของวงดงบังชินกิ เข้าฟ้องร้องต่อศาลในกรุงโซลเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยยื่นเรื่องฟ้องบริษัท SM Entertainment ต้นสังกัดในกรณีขอให้ศาลยกเลิกสัญญาของวงที่มีต่อทางบริษัท …..”

เสียง ของผู้ประกาศข่าวสาวยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับข่าวที่เป็นประเด็นร้อนอยู่ใน ตอนนี้ คำถามมากมายที่เกิดขึ้นพร้อมกับความไม่เข้าใจของใครหลายคนไม่เว้นแม้แต่... ผม...

ทงบังชินกิ...ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว...อย่างนั้นเหรอ...

เสียง กุกกักที่ดังออกมาจากห้องครัวบ่งบอกว่าคงมีใครซักคนอยู่ในนั้น ใบหน้าคมหันไปตามเสียงและพบว่าเป็นจุนซูที่กำลังเปิดตู้เย็นและค้นหาอะไร บางอย่างอยู่เหมือนที่เจ้าตัวมักจะทำเวลาหิวขึ้นมากลางดึก

หรือว่าตอนนี้น้องชายคนนี้ของผมเขาโตแล้ว...โตพอที่จะไม่ต้องการการประคับประคองจากพี่ชายอย่างผมอีกต่อไป...

ผม ลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะกดปิดทีวีและลุกขึ้นเพื่อที่เข้าไปในห้อง นอน ห้องสีเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่คุ้นเคย แต่ตอนนี้ทำไมมันเหมือนกับว่าบรรยากาศบางอย่างในห้องนี้มันเปลี่ยนไปนะ...

ร่าง สูงสมส่วนก้าวมาที่เตียงก่อนที่หย่อนตัวลงนั่ง มือหนาเอื้อมไปสัมผัสหมอนใบเขื่องของใครอีกคนที่ร่วมแชร์ห้องนี้ด้วยกัน... ใครอีกคนที่ตอนนี้คงกำลังดื่มอย่างสนุกสนานอยู่กับยูชอน

ตั้งแต่ เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...และเปลี่ยนไปรวดเร็วจนคนอย่างผมวางตัวไม่ถูก บางครั้งผมก็คิด...หรือเป็นเพราะว่าผมคิดมากไปเอง หรือเป็นแค่ผมที่ยังยึดติดกับคำสัญญาที่พวกเราเคยพูดกัน...สำหรับผม...สิ่ง เหล่านั้นมันเป็นทั้งหน้าที่และสัญญาไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อนหรือตอนนี้...ผม ก็อยากที่จะรักษามันไว้ตลอดไป



R r r r r….R r r r r…


เสียง เครื่องมือสื่อสารที่วางแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กข้างเตียงดังขึ้น ผมกดรับโดยที่ไม่ต้องดูก็รู้ว่าปลายสายคงจะเป็นหนึ่งในบรรดาเพื่อนสนิทที่ พักหลังผมออกไปดื่มกับพวกมันบ่อยๆ

“คืนนี้นายจะออกมาเจอพวกเรามั๊ย?”

“อือ...ไปสิ อีก 15 นาทีเจอกัน”

มัน เป็นแบบนี้มาได้ซักระยะแล้ว ผมออกไปดื่มกับเพื่อนข้างนอกมากกว่าเมื่อก่อน จะว่าไปยูชอนเองก็เคยบอกในรายการใดรายการหนึ่งว่าเขาไม่ค่อยได้ออกไปกินข้าว กับผม เพราะว่าผมให้เวลากับเพื่อนมากกว่า...ในตอนนั้นผมเองก็อยากจะบอกเหตุผลของผม ออกไปให้เขาได้รู้

นายอาจจะคิดว่าพี่ไม่อยากไปไหนกับนาย...แต่ความ จริงแล้ว พี่ไม่รู้ว่าควรจะยืนตรงไหน...ในเมื่อตอนนี้ระหว่างพวกเรามันไม่เหมือน เดิม...

บางทีผมก็แค่อยากมีที่ที่ผมจะอยู่โดยที่เป็นแค่ชองยุนโฮคนธรรมดา...ไม่ใช่ ยูโนว์ ยุนโฮ ลีดเดอร์ของทงบังชินกิ...




••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••




วันนี้ พวกเราต้องเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อร่วมงานเอเนชั่นเหมือนอย่างเคย ถึงแม้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเรา แต่การแสดงบนเวทีด้วยกันก็สำคัญที่สุดเสมอ แฟนๆต้องการที่จะเห็นรอยยิ้มของพวกเราทั้งห้าคนบนเวที...
ผมก็ต้องทำให้มันเป็นแบบนั้น...


การ แสดงวันนี้ทำให้ผมรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าแฟนๆในวันนี้ดูมากเป็นพิเศษทั้งที่ไม่ใช่ คอนเสิร์ตของพวกเราเอง แฟนๆทุกคนมีผ้าสีเขียวในมือ...พวกเราร้องเพลงท่ามกลางทะเลสีแดง...

ทุก ครั้งที่ผมมองภาพแบบนี้ ความเหนื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง ความรักของแฟนๆเป็นเหมือนพลังที่ทำให้ผมลืมความเหน็ดเหนื่อยจากตารางงานที่ แน่นขนัดของพวกเรา...ผมยอมเหนื่อย...เพื่อแลกกับการที่พวกเราทั้งห้าคนได้ ยืนร้องเพลงด้วยกันพร้อมกับแฟนๆที่โบกแท่งไฟสีแดงรายล้อมพวกเราไว้...ผมต้อง การจะปกป้องสิ่งเหล่านี้ไว้ให้อยู่กับพวกเราตลอดไปไม่ว่าจะต้องเหนื่อยกว่า นี้อีกกี่เท่า...ผมก็ยอม...


การแสดงทั้งหมดสิ้นสุดลงพร้อมกับ หลากหลายความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผม พวกเรามานั่งพักเหนื่อยกันที่หลังเวทีอย่างเคย เสียงจอแจของบรรดาแดนซ์เซอร์และสต๊าฟไม่ได้เรียกความสนใจจากผมได้เท่ากับแจ จุงและยูชอนที่กำลังนั่งคุยเรื่องอะไรกันซักอย่างที่โซฟาตัวยาว ภาพของสองคนนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่สนามบินเมื่อเช้า

เมื่อ เช้าผมสังเกตเห็นว่าแจจุงดูงัวเงียผิดปกติ อันที่จริงผมก็รู้ว่าเมื่อคืนแจจุงและยูชอนไม่ได้กลับมาที่ห้อง มาโผล่เอาตอนเช้ามืดก่อนจะขึ้นเครื่องไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง ผมเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเรื่องที่จะกลับตอนไหน เพราะวันนี้ผมเองก็กลับเช้าเหมือนกัน แต่ไม่ว่ายังไงความรับผิดชอบต่องานก็สำคัญเช่นกันไม่ใช่เหรอ

“เมื่อคืนไปไหนกันมา”

ผม พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติไม่ให้มีแววหงุดหงิดอย่างที่กำลังรู้สึก จริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมความรู้สึกแบบนี้ถึงเกิดขึ้นกับผม เป็นเพราะว่าห่วงที่แจจุงจะง่วงจนอาจจะมีผลกับการแสดงหรือเป็นเพราะเมื่อคืน แจจุงไม่กลับห้องกันแน่

“ฉันก็มาทันขึ้นเครื่องไม่ใช่หรือไง”

เสียง ตอบจากอีกคนทำให้อารมณ์ของผมยิ่งพุ่งขึ้นสูงกว่าในตอนแรก แต่ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยตอบโต้อะไรออกไปเสียงของผู้จัดการก็เรียกผมเสียก่อน



ใช่แล้ว...ระหว่าง “เรา” มันก็ไม่เหมือนเดิมมาซักพักแล้วเหมือนกัน


“ฮยอง พี่เชวจินเรียกครับ”

เสียงของยูชอนดึงให้ผมหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเอง ผมพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินไปหาผู้จัดการของพวกเรา
เสียงบทสนทนาของยูชอนและแจจุงยังดังแว่วอยู่ใกล้ๆขณะที่ผมกำลังฟังรายละเอียดตารางงานและคิวถ่ายละครของตัวเอง


“ฉันว่าเพลงนี้ของเรามันยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่อ่ะยูชอน”

“งั้นตรงท่อนนี้เราลองทำใหม่ดีมั๊ย”


สอง คนนั้นเพิ่งจะโชว์เพลงที่ทั้งคู่แต่งด้วยกันบนเวทีโตเกียวโดมมาเมื่อเร็วๆ นี้ ผมเองก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าทั้งเสียงร้องและท่วงทำนองที่ผสมผสานกันของพวกเขา มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ แต่สำหรับผมแล้ว...คำว่าเพลงของเราที่แจจุงพูดนั้น...ผมอยากให้มันเป็นเพลง ของเราทั้งห้ามากกว่า...

มันอาจจะฟังดูเหมือนผมยึดติดเกินไปใช่ไหม...แต่ผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นเพลงไหนๆ...

ขอแค่เป็นเพลงที่เราทั้งห้าคน ร้องไปพร้อมกัน...เต้นไปพร้อมกัน...มันก็ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับผม...


พวกนายเองก็คิดแบบนี้ใช่หรือเปล่า...?




••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••



“ขอโทษครับ ขออีกครั้งนะครับ”


วันนี้ ผมกลับเกาหลีมาเพียงลำพังเพื่อมาถ่ายละครตามที่ผู้จัดการของพวกเราบอกเมื่อ คืนก่อน อันที่จริงผมไม่ค่อยจะมีสมาธิซักเท่าไหร่แต่ก็ต้องพยายามทำให้เต็มที่ ในหัวของผมคิดแต่เรื่องของพวกเราอยู่วกไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเครียดก่อตัวขึ้นอย่างไม่ตั้งใจทำให้ทางออกของผมจบลงที่...บุหรี่...

ทั้งที่ผมควรจะเลิกมันไปตั้งนานแล้วอย่างที่เคยตั้งใจแต่ตอนนี้มันทางออกของการคลายเครียดทางเดียวเท่าที่ผมจะนึกออกในเวลาแบบนี้


R..r..r..r..r… R..r..r..r..r…


“ว่าไงครับฮยอง....ได้ครับ แต่ตอนนี้ผมอยู่ที่....”

พี่ โฮจุนโทรมาบอกว่าจะยืมรถไปทำธุระ ผมจึงบอกให้มาเอาที่กองถ่ายส่วนผมก็ถ่ายละครต่อไปจนกระทั่งตอนค่ำที่พี่โฮ จุนเอารถมาคืนพวกเราจึงไปeverysing ด้วยกันหลังเลิกกอง

“ดูท่าทางนายดูไม่สบายใจเลย ยังไงวันนี้ไปค้างบ้านพี่ดีมั๊ยยุนโฮ”

พี่ โฮจุนถามผมขณะที่กำลังออกมาจากeverysing อันที่จริงถ้าผมจะไปค้างมันก็ไม่แปลก เพราะเราสนิทกันตั้งแต่ผมยังอยู่ที่กวางจู แต่วันนี้ผมอยากกลับไปพักผ่อนที่บ้านของพวกเรามากกว่า

“ไว้วันหน้าแล้วกันครับฮยอง พรุ่งนี้ผมมีงานแต่เช้า ไม่รบกวนดีกว่า”



ผม กลับเข้ามาพารากอนด้วยร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยอ่อนมากกว่าครั้งไหนๆ หรือสาเหตุที่ผมรู้สึกแบบนี้ก็เพราะเรื่องของพวกเราทั้งห้าคน....

ร่าง สูงสมส่วนก้าวเข้าไปในห้องนอนของตัวเองเพื่อที่จะอาบน้ำชำระร่างกายก่อนเข้า นอน มือแกร่งปลดเปลื้องอาภรณ์จนหมดทุกชิ้นก่อนที่จะคว้าผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่ราว ใกล้ๆตัว พลันสายตาก็เหลือบไปมองเครื่องมือสื่อสารสีดำขลับที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง หลังใหญ่


อยากโทรหาใครอีกคน...อยากคุยให้รู้เรื่อง...


เรียว ขายาวก้าวไปที่เตียงนอนก่อนที่จะเอื้อมมือหยิบมือถือขึ้นมา ตาคมจ้องหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ในใจก็คิดว่าเขาควรจะโทรหรือไม่โทรดี ถ้าหากโทรไปแล้วอีกฝ่ายเกิดไม่อยากคุยหละ จะทำยังไง...


‘ติ๊ดๆ’


ขณะ ที่ผมกำลังคิดเรื่องโทรไปหาแจจุงอยู่นั้น เสียงข้อความเข้าก็ฉุดให้ผมออกจากความคิดเมื่อครู่ เมื่อเห็นชื่อของเจ้าของข้อความที่ส่งมาก็ทำให้ผมแปลกใจ...แจจุงงั้นเหรอ...

ผม กดเปิดข้อความทันทีอย่างไม่ต้องสงสัยและสิ่งที่ปรากฏก็คือ...ภาพของแจจุงใน ชุดยูกาตะ...กับนาโอยะ...ดูจากหน้าตาท่าทางแล้วแจจุงคงกำลังเมาด้วยสินะ...

ผมรู้ว่าทั้งสองคนสนิทกันมานานแล้ว...ใช่...ข้อนี้ผมรู้ดี...

แต่ ในสถานการณ์แบบนี้ผมคงไม่ได้รู้สึกดีสักเท่าไหร่หรอกที่ได้รู้ว่าในขณะที่ผม คิดมากจนเครียดแต่ฝ่ายนั้นยังดูมีความสุขอยู่กับคนอื่นงั้นเหรอ...

มือ แกร่งยังคงจับวัตถุขนาดเล็กสีดำนั่นในขณะที่ตาคมก็ยังจับจ้องไปที่ข้อความ ภาพที่ใครอีกคนส่งมาอยู่แบบนั้นพร้อมกับความรู้สึกหลากหลายที่ประดังประเด เข้ามาในหัวจนกระทั่งทนความเหนื่อยล้าไม่ไหวและผล็อยหลับไปทั้งที่ยังมี เพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันรอบเอวและยังไม่ได้อาบน้ำ และที่สำคัญ...ในมือของหัวหน้าวงก็ยังกำโทรศัพท์เครื่องจิ๋วอยู่ทั้งอย่าง นั้น



••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••



ช่วง เวลาที่แสนอึดอัดในความรู้สึกของผมดำเนินผ่านมาเรื่อยๆและเชื่องช้าเหลือ เกินในความรู้สึก ผมเองก็ไปๆมาๆระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่นเป็นว่าเล่นเพราะต้องกลับมาถ่ายละคร ที่กำลังจะออนแอร์ในไม่ช้า ส่วนแจจุงและยูชอนก็เตรียมงานที่จะไปโปรโมทซิงเกิ้ลของพวกเขา ถึงจะมีเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันทั้งห้าคนแต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่... เหมือนกับว่าผมอยู่คนเดียว...จะดีหน่อยก็มีชางมินที่ยังคอยมาคุยด้วยเหมือนๆ กับเมื่อก่อน แต่สำหรับคนอื่นๆนั้น ถึงจะยังมีมาคุยกันแต่มันก็แตกต่างจากเมื่อก่อนอยู่ คงเรียกได้ว่า...คุยเท่าที่จำเป็นหละมั้ง...
ยิ่งกับแจจุงนี่ยิ่งเลวร้าย หนักกว่าเก่า เพราะเขาทำเหมือนไม่อยากคุย ไม่อยากเข้าใกล้ และนั่นมันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่มากกว่าเดิม...ทำไมทุกอย่างมันต้องเป็นแบบ นี้...


วันนี้เป็นวันทีพวกเราขึ้นเวทีเอเนชั่นครั้งสุดท้ายของปี หลังจากการแสดงของพวกเราจบลง ทางทีมงานของญี่ปุ่นก็มีปาร์ตี้ หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพวกเราก็มาร่วมสังสรรค์กับทีมงานอย่างที่ ควรจะเป็น เสียงพูดคุยคึกครื้นที่ดูเผินๆเหมือนงานจะสนุกสนานแต่ความจริงแล้วบรรยากาศ ระหว่างพวกเรากลับแย่อย่างถึงที่สุด แจจุงและยูชอนที่นั่งดื่มกันเงียบๆคุยกันเบาๆอยู่ฝั่งนึงของโต๊ะ จุนซูที่เหมือนอยากจะทำตัวให้ร่าเริงแต่คนที่รู้จักเจ้านั่นเป็นอย่างดีแบบ ผมดูแว่บเดียวก็รู้แล้วว่าที่จุนซูกำลังทำอยู่นั่นมันเรียกว่า “ฝืน” ชางมินที่ปกติก็ไม่ค่อยพูดมากอยู่แล้วก็นั่งตั้งหน้าตั้งตากินนานๆจะเงยหน้า พูดกับผมที

งานเลี้ยงดำเนินไปพร้อมกับบรรยากาศกระอักกระอ่วนระหว่าง พวกเรา จุนซูที่ทนทำเป็นร่าเริงไม่ไหวก็เริ่มดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้หน้าแดง เถือกเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ส่วนผมก็นั่งดื่มเงียบๆพูดคุยกับทีมงานตามประสาจนกระทั่งอยู่เสียงหนึ่งก็ ดังขึ้น


“ฮยอง!”

เสียงของจุนซู...หลังจากที่นั่งดื่มเอาๆ ทั้งที่ปกติไม่ค่อยดื่มจนทำให้เจ้าตัวเริ่มเมา จุนซูเดินมาทางผมพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำพร้อมกับพูดในสิ่งที่ทำให้ทุกคนใน นี้เงียบทันที

“ผม...อึก...ผมทนไม่ไหวแล้ว ผมทนให้พวกเราเป็นแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว...อึก..”

จุน ซูพูดพลางเดินมาทางที่ผมนั่งอยู่ เขาจ้องหน้าผมทั้งที่ตัวเองก็ยืนโงนเงนไปมาอย่างคนเมาจนแจจุงและยูชอนต้องมา จับไหล่ทั้งสองข้างไว้ ส่วนผมก็เลือกที่จะเงียบ...เพื่อที่จะรอฟังสิ่งที่จุนซูกำลังจะพูด...นั่น สินะ...ถึงเวลาที่พวกเราต้องคุยกันเสียที...

“ผม...ผมขอโทษ ฮึก..ที่ทำอะไรโดยที่ไม่คิดทั้งที่ฮยองก็เตือนแล้ว...ผม...ฮึก...ผมไม่อยากให้พวกเราเป็นแบบนี้กันเลย ฮือ...”

จุนซูเริ่มร้องไห้ออกมาและนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกสงสารน้องชายขึ้นมาจับใจ ยูชอนและแจจุงมองหน้ากันนิดนึงก่อนที่ยูชอนจะเอ่ยออกมาบ้าง

“ผม เองก็ขอโทษครับฮยอง...ที่ทำอะไรไม่คิดให้ดีซะก่อน ทั้งที่ฮยองก็เหนื่อยเพื่อพวกเรามามาก...แต่สุดท้ายพวกเราก็ยังหาเรื่องมา ให้ฮยองต้องเหนื่อยขึ้นอีก...”

“พอเถอะ...ไม่ต้องพูดแล้ว...ฉันเข้า ใจแล้ว...บางทีฉันอาจจะคิดมากและยึดติดกับการที่พวกนายเคยเชื่อฉันทุกอย่าง ฉันเองก็อาจจะลืมไปว่าพวกนายอาจจะโตขึ้น มีความคิดเป็นของตัวเอง...ฉันเองก็ต้องขอโทษพวกนายด้วยเหมือนกัน”

ผม พูดในสิ่งที่ค้างคาออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่จะรู้สึกถึงแรงถาโถมจากทั้งจุนซูและยูชอนโผเข้ามากอดรัดผมแน่นซะจน หายใจไม่ออก ปากก็พร่ำพูดอะไรมากมายที่ผมจับใจความได้แค่คำว่าขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอถึงเวลานี้ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่า ที่ผมคิดว่าพวกเขาโตแล้วนั้น จริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย พวกเขาก็ยังเป็นเด็กน้อย เป็นน้องชายที่ยังต้องการพี่ชายอย่างผมอยู่เหมือนเดิม ชางมินที่ลุกขึ้นและเดินมาสมทบก็โอบบ่าของผมอีกมือก็ตบไหล่เจ้าคู่ “ยูซู” เบาๆ ส่วนอีกคนก็แค่ยืนมองอ้ำๆอึ้งๆ แต่ผมก็พอจะรู้อยู่ว่าทำไมเจ้าตัวถึงเป็นแบบนั้น...

กลัวจะเสียฟอร์มรึไงนะ...ยองอุง แจจุง...



••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••


วันนี้ พวกเราทั้งห้าคนกลับเกาหลีมาพร้อมกันด้วยบรรยากาศที่เกือบจะเหมือนเดิมถ้า ไม่ติดที่ว่ายังมีใครบางคนดูเหมือนจะยังดูอ้ำๆอึ้งๆ อยู่ ยูชอนแยกกลับไปพักที่บ้านตัวเองทันทีเหลือผม แจจุง จุนซู และชางมินต้องไปพารากอนสี่คน บนรถตู้ของพวกเรากลับมามีเสียงสดใสของจุนซูและชางมินอีกครั้งหลังจากไม่มี มาระยะหนึ่ง ถึงมันออกจะฟังดูน่ารำคาญแต่สำหรับผมแล้วมันกลับทำให้รู้สึกดีอย่างประหลาด

“แวะตรงนี้แป๊บนึงครับ ขอผมซื้อของก่อน”

ร่างสูงของหัวห้าวงลงจากรถเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเล็กๆโดยที่มีสายตาของใครคนหนึ่งมองตามเข้าไปจนกระทั่งรู้ว่าอีกฝ่ายไปซื้ออะไร

สูบอีกแล้วเหรอ...ทำไมพักนี้สูบหนักจังนะ



เมื่อ มาถึงบ้าน จุนซูก็แยกเข้าไปห้องนอนของตัวเองเพื่อเก็บเสื้อผ้าข้าวของเพราะเจ้าตัว บอกว่าพี่ชายจะมารับกลับอิลซาน ชางมินเองก็เอาของเข้าไปเก็บและพักผ่อนในห้องเช่นกัน
ส่วนผมกับแจจุงก็ เดินมุ่งหน้าไปที่ห้องเช่นกัน แต่ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา ฝ่ายนั้นเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเงียบๆ ส่วนผมเองก็เก็บของของผมเงียบๆเช่นกัน จนกระทั่งผมรู้สึกถึงความผิดปกติของแจจุง ไหล่ของเขาสั่นน้อยๆบ่งบอกว่าเวลานี้เจ้าตัวกำลังร้องไห้

“นายเป็นอะไร”

“เปล่า”

แจ จุงตอบกลับมาทั้งที่เสียงยังสั่นๆอยู่แบบนั้นแล้วยังตอบออกมาได้ว่าไม่เป็น อะไร ผมถอนหายใจกับความปากแข็งของอีกฝ่ายก่อนที่จะเดินไปหาเขา

“ฉันว่าเรา...มาคุยกันหน่อยดีมั๊ย? มันน่าจะถึงเวลาแล้วนะที่เราต้องคุยกัน”

แจจุงเงียบซักพักก่อนที่จะเป็นฝ่ายหันหน้ามาทางผมและมองมาด้วยแววตาตัดพ้ออย่างไม่ปิดบัง

“ระหว่างเรามันเกิดอะไรขึ้น ทำไม...ทำไมอยู่ๆนายก็เปลี่ยนไป”

“ฉันไม่ได้เปลี่ยนไป นายเองต่างหากที่เปลี่ยนไป”

เมื่อ ผมพูดออกไป แจจุงก็ยืนขึ้นและจ้องหน้าผมอย่างไม่ลดละ เมื่อเขาจ้องมาผมก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหลบตา ผมก็อยากจะรู้เหตุผลเหมือนกันว่าที่แจจุงบอกว่าผมเปลี่ยนไปนั้น เปลี่ยนไปยังไง

“นายนั่นแหละ ฮึก...อยู่ๆก็ไม่สนใจฉัน อะไรๆก็เพื่อน เรื่องคดีฉันก็รู้ว่านายคิดมาก รอว่าซักวันนายคงมาปรึกษาฉันเหมือนเมื่อก่อนแต่ก็เปล่า ฮือ...ฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจก็บอกมาสิ!”

“นายใจเย็นๆก่อนสิแจจุง ฟังฉันก่อนนะ”

ผม พูดพร้อมกับดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้ เมื่อไม่สามารถต่อต้านได้แจจุงก็เอาแต่ร้องไห้จนผมรู้สึกได้ว่าเสื้อบริเวณ หน้าอกของผมเปียกไปหมด

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไม่สนใจ เพียงแต่...ฉันทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะอยู่ตรงไหนในเมื่อพวกนายสามคน ตัดสินใจไปแบบนั้นฉันเลยคิดว่าพวกนายอาจจะมีความคิดที่เหมือนกันและโตพอที่ จะทำอะไรต่างๆได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งฉันอีกแล้ว...”

“ไม่จริงหรอก พวกเราไม่ได้คิดแบบนั้นซักหน่อย! นายเองต่างหากที่ตีตัวออกห่างพวกเรา นายอย่าคิดว่านายอยู่ตัวคนเดียวแบบนั้นสิยุนโฮ...แล้วฉันหละ ...นายมีฉันไว้เพื่ออะไร ไหนบอกว่าเราจะคุยกันทุกเรื่องไง...นายลืมไปแล้วเหรอ”

แจจุงพูด อู้อี้อยู่ในอ้อมกอดของผม ฟังจากที่เขาพูดแล้วผมก็รู้สึกว่าผมทำอะไรบางอย่างผิดพลาดไป ผมปล่อยให้คนในอ้อมกอดกังวลและน้อยใจมาตลอดสินะ

“ฉันขอโทษ...ฉัน ลืมไป...ลืมว่าคนที่อยู่ข้างๆฉันมาตลอดก็คือนาย...แต่ว่านายจะให้ฉันทำยังไง ในเมื่อฉันเป็นหัวหน้าวง ฉันยืนอยู่ระหว่างพวกนายที่เป็นเหมือนครอบครัวกับสิ่งที่ใครๆบอกว่ามันคือ ความถูกต้อง...บางทีฉันก็คิดอยากจะหนีไปในที่ๆมีแค่พวกเราห้าคน...ไม่ต้อง แคร์ใครๆ...”

“แต่ก็ไม่เห็นต้องทำตัวแบบนี้เลยนี่!”

เสียงที่เริ่มดังขึ้นและดวงตากลมโตที่ช้อนขึ้นมามองหน้าผมทำให้รู้ว่าความโกรธและความไม่เข้าใจนั้นคงจะไม่มีแล้ว จะเหลือก็แต่...

อากัปกิริยาที่เรียกว่า “งอน” ...

“แล้วทีนายหละ ข้อความภาพอันนั้นของนายกับนาโอยะนั่นน่ะ...”

พอพูดถึงเรื่องรูปนั้น แจจุงเงียบไปและดูเหมือนจะทำท่าทางงงๆอยู่ซักพักก่อนที่จะพูดต่อ

“ขอ โทษ! ก็ตอนนั้นฉันเมานี่ นายก็น่าจะรู้ ไม่ได้มีอะไรซักหน่อย ยูชอนก็ไป คนอยู่เยอะแยะนายไม่เห็นต้องเอาเรื่องนั้นมาเป็นข้อต่อรองเลยนี่......”

และเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาเถียงผมต่อไปอย่างที่ชอบทำนั่นแหละ

“คราวนี้หายกันรึยัง?”

“...........”

แจ จุงไม่ตอบผม แต่ปากนั้นเชิดจนจะติดจมูกอยู่แล้วนั่นไม่บอกก็รู้ว่าอาการงอนนั้นเริ่มจะ ทวีความรุนแรง ผมหลุดหัวเราะขำกับคนขี้งอนที่หาข้อโต้แย้งไม่ออกจริงๆ


หลัง จากที่เราทะเลาะกัน ไม่สิต้องเรียกว่าปรับความเข้าใจกันมากกว่า ผมก็ยังยืนกอดแจจุงไว้เช่นเดิมร่างกายที่ผมไม่ได้กอดมานานยังคงให้ความ รู้สึกดีเสมอเมื่อได้สัมผัส กลิ่นหอมอ่อนๆเฉพาะตัว ทำให้อารมณ์ที่ไม่ควรก่อตัวขึ้นตอนนี้เริ่มรู้สึกขึ้นมา

“ อื้ออ ทำอะไรของนายน่ะยุน อื้อ โฮ ”

แจจุงพยายามเบี่ยงหลบจมูกโด่งที่พยายามซุกไซร้ลำคอขาวของเขา แต่ไม่ว่าจะหลบยังไงก็หนีไม่พ้นผมไปได้หรอก

“ก็ทำอะไรที่เราไม่ได้ทำกันมานานแล้วน่ะสิ ”

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก ผมเริ่มเอามือล้วงเข้าไปลูบผิวเนื้อเนียนสวยของแจจุงข้างในเสื้อ เฮ้อ ยังนุ่มและเนียน เหมือนเดิม นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้สัมผัส

“ อ๊ะ ชองยุนโฮ น..นายปล่อยนะ ”

ขณะที่มือลูบไป ปากก็เริ่มซุกไซร้ไปด้วย ก่อนที่จะริมฝีปากของผมจะขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากอิ่มของแจจุงที่เริ่มจะ แผลงฤทธิ์โดยการด่าผม

“ อือ ..อืม ”

เสียงหวานหูครางให้ได้ยิน หลังจากที่ผมประกบปากลงไป จากสัมผัสที่อ่อนโยนเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ลิ้นของผมเริ่มเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของแจจุงที่ตอนนี้หันมาให้ความร่วมมือ เป็นอย่างดีหลังจากที่ช่วงแรกพยายามเบี่ยงหลบลิ้นของผม เราสองคนจูบกันอยู่นาน จนผมรู้สึกได้ว่าคนตัวเล็กที่ผมโอบกอดอยู่นั้นเริ่มจะไม่ไหว จึงต้องถอนปากออกมาด้วยความเสียดาย หยาดน้ำใสๆ ไหลย้อยลงมาจนเลอะมุมปากของแจจุง

“ อืม อ่า..ยุน..โฮ นาย เบาๆหน่อยสิ ปากฉันเจ่อหมดแล้ว ”

บ่นไปหน้าก็แดงไป น่ารักเกินไปแล้วจริงๆนะคิมแจจุง

“ ก็ดีสิเจ่อๆแบบนี้เซ็กซี่ดีออก ”
พูดไปผมก็ใช้มือลูบริมฝีปากที่เริ่มจะเจ่อของแจจุงไป

“ หึ แต่ว่านายอยากให้เบาจริงๆหรอ หืมมม... ”

ขณะ ที่พูดผมก็ เริ่มกลับไปซุกไซร้ที่คอของเค้าอีกครั้งผมทั้งจูบทั้งเลียอยากจะทำให้เกิด รอยแต่ก็รู้ว่ามันคงไม่เป็นผลดีเพราะแจจุงยังมีงานที่ต้องทำต่อที่ญี่ปุ่น มือของผมเริ่มกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง จากหน้าท้องแบนราบเลื่อนขึ้นไปสัมผัสหน้าอกเนียนผมรู้สึกได้ว่าแจจุงขนลุก หน้าอกเริ่มตั้งชัน หึหึ ก็ยังเป็นแจจุงที่ความรู้สึกไวทุกครั้งที่ผมสัมผัส

“ นายเนี่ย จะสัมผัสกี่ครั้งก็ยังให้ความรู้สึกดีเหมือนเดิมตลอดเลยนะ ”

“ อ๊ะ ...ไอ้บ้า รู้สึกดีบ้าบออะไรเล่า ชิ!”

ขนาดในเวลาแบบนี้เค้าก็ยังปากเก่งเห็นแล้วอยากฟัดปากอิ่มๆนั้นให้บวมหนักกว่าเดิมจริงๆ

“อ๊ะ ..อ่า ยุน..โฮ”

ผมแกล้งไล้มือไปสัมผัสยอดอกของเค้า ส่วนมืออีกข้างนึงก็เริ่มมายุ่มย่ามกับเข็มขัดกางเกง

“อ่า..แจจุงนายอยากรุ้สึกดีกว่านี้อีกมั๊ย”

เพิ่งเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของผมเริ่มจะไม่ไหวแล้วอยากสัมผัสทุกส่วนของแจจุง อยากเข้าไปเติมเต็มแจจุง อยาก ..อยากจริงๆ

“อ๊า..ยุนโฮ แรง... แรงกว่านี้อีก”

รู้สึก ตัวอีกทีมือของผมก็เข้าไปสัมผัสกับส่วนอ่อนไหวของแจจุงแล้ว เขาครางหนักขึ้นเรื่อยๆ ขอให้ผมทำให้แรงกว่านี้ แล้วผม...จะขัดได้หรอ

ก่อน ที่ผมจะสัมผัสเขามากกว่านี้ เสียงโทรศัพท์ที่ผมตั้งสั่นไว้ก็ดังขึ้น ชิ.. ใครวะ ผมจำต้องละมือจากแจจุงที่นั่งหอบหน้าแดงอยู่บนเตียงไปอย่างเสียดาย

“ ฮัลโหล อืม ..ครับพี่ ทราบแล้วครับ ครับ.. ”

หลัง จากที่ได้รับโทรศัพท์จากพี่ผู้จัดการที่บอกผมว่า อีก 2ชั่วโมง ผมมีถ่ายละครที่สนามกีฬา ให้ผมรีบไปทานข้าวแล้วพี่จะตามไปรับผมที่ร้านอาหาร

“ เป็น แฮ่ก.. อะไรน่ะ...ยุน.โฮ ”

แจจุงเงยหน้าขึ้นมาถามผมซึ่งยืนหมดอาลัยตายยากอยู่
“ เฮ้อ.... แจจุง เสียดายจังแต่นายกับฉันคงอดแล้วหละ”

“ อดอะไร ”

แจจุงที่ตาปรอย เอียงคอถามอย่างน่ารัก ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะฟัดเค้าทั้งวันทั้งคืนจริงๆ แต่ก็....นะ

“ ก็อด.... ไงหละ ”

แจจุงหน้าแดงขึ้นทันทีหลังจากที่ผมกระซิบบอกคำบางคำออกไป

“ชองยุนโฮ คนบ้า”
หลังจากที่แจจุงเริ่มหายใจสะดวกขึ้นและจัดการแต่งตัวจนเรียบร้อยแล้ว จึงหันมาหาผมซึ่งนั่งมองเค้าแบบขำๆอยู่ใกล้ๆ

“ หนอย... ยิ้มบ้าอะไรของนายหละ! จะกินมั๊ยหละ ข้าวน่ะ หิวจะแย่อยู่แล้ว ชิ .. ”


เขา พูดกลบเกลื่อนก่อนที่ผละออกจากผมและเดินออกไปข้างนอก ได้ยินเสียงแจจุงไปเคาะประตูห้องชางมินเพื่อชวนไปกินข้าว ผมมองตามยิ้มๆก่อนที่จะตามออกไปบ้างก่อนที่จะโดนงอนเพราะหิวจัดขึ้นมาอีก ออกมาก็เจออีกฝ่ายกำลังยืนค้ำเอวแยกเขี้ยวใส่บานประตูห้องน้องเล็กปากก็บ่น งึมๆงำๆจับใจความได้นิดหน่อยว่า “ไอ้เด็กบ้า ฉันเป็นพี่แกนะ....”

เห็นแบบนี้แล้วผมก็อดแกล้งไม่ได้...ขอซักหน่อยเหอะ ยองอุง แจจุง…


“จะไปกันยังที่รัก~”

ผมจงใจแกล้งพูดเสียงดังและแถมท้ายด้วยการโอบเอวอีกฝ่ายแน่นจนโดนค้อนเข้าให้หนึ่งที

“ใครที่รักนาย! ปล่อยนะยุนโฮ!”

เขาพยายามแกะมือผมออกและจ้ำอ้าวไปที่รถตู้ ผมจึงรีบเดินตามไปเพราะตอนนี้ท้องไส้ก็เริ่มประท้วงขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน

ระหว่าง ทางที่ไปร้านอาหาร แจจุงก็สรรหาเรื่องมาพูดได้ไม่หยุดปาก อาจจะเป็นเพราะว่าเราสองคนไม่ได้คุยกันแบบนี้มาซักพัก ผมเองก็ตั้งใจฟังทุกเรื่องที่เขาพูด




••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••

ร้านชินเนจู

เมื่อมาถึงร้าน เราสองคนก็เข้าไปกินกัน ซักพัก ทีมผู้จัดการก็ตามมาสมทบอีกที

“อ้าว ดีกันแล้วเหรอ”

หนึ่งในผู้จัดการถามขึ้นเมื่อมองผมและแจจุง

“ก็ไม่ได้โกรธกันนี่!”

แจ จุงตอบออกไปทันทีทำให้ผมอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ นี่แหละน๊า ยองอุง แจจุงของแคสสิโอเปีย ถ้าเถียงคำไม่ตกฟากนี่ตัวจริงเสียงจริงเลยหละ!
เมื่อ กินกันอิ่มท้องแล้ว พวกเราก็เดินออกมาหน้าร้านเพื่อแยกย้ายกันไปคนละคันเพราะผมต้องไปถ่ายละคร ที่สเตเดี้ยมต่อ แต่ก่อนที่จะขึ้นรถผมก็ไม่ลืมที่จะเดินไปจับมือแจจุงเป็นการร่ำลาและพูดเบาๆ ให้พอได้ยินกันสองคน

“แล้วเจอกันนะ”

แจจุงไม่พูดตอบแต่กลับ ยิ้มบางๆและขึ้นรถกลับพารากอน ส่วนผมก็ต้องไปถ่ายละครที่ยังถ่ายไปได้ไม่ถึงไหน แต่ตอนนี้...ผมไม่รู้สึกเหนื่อยเลยซักนิด...


ถ้าทุกวันต่อจากนี้...พวกเรายังเป็นแบบนี้...ผมก็เต็มใจที่จะเหนื่อยตลอดไป...




“สวัสดีครับ วันนี้ช่วยเชียร์ผมดังๆด้วยนะครับ แต่อย่าเรียกผมว่ายุนโฮนะครับ ผมชื่อชาบงกุนน๊า~”





End….


••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••

 

+ พรุ่งนี้มาดิทเม้าส์นะคะ วันนี้มึน ฮ่าๆๆ +

ใครอยากรู้ว่าโปรเจคต์นี้มีที่มายังไง     จิ้มค่ะ