[SF] ◤มุม◥ ░ ..►ช อ ง ยุ น โ ฮ◄.. ░[END IN PART]
posted on 16 Oct 2009 02:09 by five-angle in YUNHO
คำเตือน: This is a FIC!!!!!
Rate:PG-15
“จากกรณีที่สมาชิกทั้ง 3 ของวงดงบังชินกิ
เข้าฟ้องร้องต่อศาลในกรุงโซลเมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา
โดยยื่นเรื่องฟ้องบริษัท SM Entertainment
ต้นสังกัดในกรณีขอให้ศาลยกเลิกสัญญาของวงที่มีต่อทางบริษัท …..”
เสียง
ของผู้ประกาศข่าวสาวยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับข่าวที่เป็นประเด็นร้อนอยู่ใน
ตอนนี้
คำถามมากมายที่เกิดขึ้นพร้อมกับความไม่เข้าใจของใครหลายคนไม่เว้นแม้แต่...
ผม...
ทงบังชินกิ...ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว...อย่างนั้นเหรอ...
เสียง
กุกกักที่ดังออกมาจากห้องครัวบ่งบอกว่าคงมีใครซักคนอยู่ในนั้น
ใบหน้าคมหันไปตามเสียงและพบว่าเป็นจุนซูที่กำลังเปิดตู้เย็นและค้นหาอะไร
บางอย่างอยู่เหมือนที่เจ้าตัวมักจะทำเวลาหิวขึ้นมากลางดึก
หรือว่าตอนนี้น้องชายคนนี้ของผมเขาโตแล้ว...โตพอที่จะไม่ต้องการการประคับประคองจากพี่ชายอย่างผมอีกต่อไป...
ผม
ลอบถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะกดปิดทีวีและลุกขึ้นเพื่อที่เข้าไปในห้อง
นอน ห้องสีเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่คุ้นเคย
แต่ตอนนี้ทำไมมันเหมือนกับว่าบรรยากาศบางอย่างในห้องนี้มันเปลี่ยนไปนะ...
ร่าง
สูงสมส่วนก้าวมาที่เตียงก่อนที่หย่อนตัวลงนั่ง
มือหนาเอื้อมไปสัมผัสหมอนใบเขื่องของใครอีกคนที่ร่วมแชร์ห้องนี้ด้วยกัน...
ใครอีกคนที่ตอนนี้คงกำลังดื่มอย่างสนุกสนานอยู่กับยูชอน
ตั้งแต่
เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้น
ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...และเปลี่ยนไปรวดเร็วจนคนอย่างผมวางตัวไม่ถูก
บางครั้งผมก็คิด...หรือเป็นเพราะว่าผมคิดมากไปเอง
หรือเป็นแค่ผมที่ยังยึดติดกับคำสัญญาที่พวกเราเคยพูดกัน...สำหรับผม...สิ่ง
เหล่านั้นมันเป็นทั้งหน้าที่และสัญญาไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อนหรือตอนนี้...ผม
ก็อยากที่จะรักษามันไว้ตลอดไป
R r r r r….R r r r r…
เสียง
เครื่องมือสื่อสารที่วางแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะตัวเล็กข้างเตียงดังขึ้น
ผมกดรับโดยที่ไม่ต้องดูก็รู้ว่าปลายสายคงจะเป็นหนึ่งในบรรดาเพื่อนสนิทที่
พักหลังผมออกไปดื่มกับพวกมันบ่อยๆ
“คืนนี้นายจะออกมาเจอพวกเรามั๊ย?”
“อือ...ไปสิ อีก 15 นาทีเจอกัน”
มัน
เป็นแบบนี้มาได้ซักระยะแล้ว ผมออกไปดื่มกับเพื่อนข้างนอกมากกว่าเมื่อก่อน
จะว่าไปยูชอนเองก็เคยบอกในรายการใดรายการหนึ่งว่าเขาไม่ค่อยได้ออกไปกินข้าว
กับผม
เพราะว่าผมให้เวลากับเพื่อนมากกว่า...ในตอนนั้นผมเองก็อยากจะบอกเหตุผลของผม
ออกไปให้เขาได้รู้
นายอาจจะคิดว่าพี่ไม่อยากไปไหนกับนาย...แต่ความ
จริงแล้ว
พี่ไม่รู้ว่าควรจะยืนตรงไหน...ในเมื่อตอนนี้ระหว่างพวกเรามันไม่เหมือน
เดิม...
บางทีผมก็แค่อยากมีที่ที่ผมจะอยู่โดยที่เป็นแค่ชองยุนโฮคนธรรมดา...ไม่ใช่ ยูโนว์ ยุนโฮ ลีดเดอร์ของทงบังชินกิ...
••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••
วันนี้
พวกเราต้องเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อร่วมงานเอเนชั่นเหมือนอย่างเคย
ถึงแม้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเรา
แต่การแสดงบนเวทีด้วยกันก็สำคัญที่สุดเสมอ
แฟนๆต้องการที่จะเห็นรอยยิ้มของพวกเราทั้งห้าคนบนเวที...
ผมก็ต้องทำให้มันเป็นแบบนั้น...
การ
แสดงวันนี้ทำให้ผมรู้สึกประหม่าขึ้นมาอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าแฟนๆในวันนี้ดูมากเป็นพิเศษทั้งที่ไม่ใช่
คอนเสิร์ตของพวกเราเอง
แฟนๆทุกคนมีผ้าสีเขียวในมือ...พวกเราร้องเพลงท่ามกลางทะเลสีแดง...
ทุก
ครั้งที่ผมมองภาพแบบนี้ ความเหนื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง
ความรักของแฟนๆเป็นเหมือนพลังที่ทำให้ผมลืมความเหน็ดเหนื่อยจากตารางงานที่
แน่นขนัดของพวกเรา...ผมยอมเหนื่อย...เพื่อแลกกับการที่พวกเราทั้งห้าคนได้
ยืนร้องเพลงด้วยกันพร้อมกับแฟนๆที่โบกแท่งไฟสีแดงรายล้อมพวกเราไว้...ผมต้อง
การจะปกป้องสิ่งเหล่านี้ไว้ให้อยู่กับพวกเราตลอดไปไม่ว่าจะต้องเหนื่อยกว่า
นี้อีกกี่เท่า...ผมก็ยอม...
การแสดงทั้งหมดสิ้นสุดลงพร้อมกับ
หลากหลายความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผม
พวกเรามานั่งพักเหนื่อยกันที่หลังเวทีอย่างเคย
เสียงจอแจของบรรดาแดนซ์เซอร์และสต๊าฟไม่ได้เรียกความสนใจจากผมได้เท่ากับแจ
จุงและยูชอนที่กำลังนั่งคุยเรื่องอะไรกันซักอย่างที่โซฟาตัวยาว
ภาพของสองคนนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่สนามบินเมื่อเช้า
เมื่อ
เช้าผมสังเกตเห็นว่าแจจุงดูงัวเงียผิดปกติ
อันที่จริงผมก็รู้ว่าเมื่อคืนแจจุงและยูชอนไม่ได้กลับมาที่ห้อง
มาโผล่เอาตอนเช้ามืดก่อนจะขึ้นเครื่องไม่กี่ชั่วโมงนี่เอง
ผมเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเรื่องที่จะกลับตอนไหน
เพราะวันนี้ผมเองก็กลับเช้าเหมือนกัน
แต่ไม่ว่ายังไงความรับผิดชอบต่องานก็สำคัญเช่นกันไม่ใช่เหรอ
“เมื่อคืนไปไหนกันมา”
ผม
พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติไม่ให้มีแววหงุดหงิดอย่างที่กำลังรู้สึก
จริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมความรู้สึกแบบนี้ถึงเกิดขึ้นกับผม
เป็นเพราะว่าห่วงที่แจจุงจะง่วงจนอาจจะมีผลกับการแสดงหรือเป็นเพราะเมื่อคืน
แจจุงไม่กลับห้องกันแน่
“ฉันก็มาทันขึ้นเครื่องไม่ใช่หรือไง”
เสียง
ตอบจากอีกคนทำให้อารมณ์ของผมยิ่งพุ่งขึ้นสูงกว่าในตอนแรก
แต่ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยตอบโต้อะไรออกไปเสียงของผู้จัดการก็เรียกผมเสียก่อน
ใช่แล้ว...ระหว่าง “เรา” มันก็ไม่เหมือนเดิมมาซักพักแล้วเหมือนกัน
“ฮยอง พี่เชวจินเรียกครับ”
เสียงของยูชอนดึงให้ผมหลุดออกจากห้วงความคิดของตัวเอง ผมพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินไปหาผู้จัดการของพวกเรา
เสียงบทสนทนาของยูชอนและแจจุงยังดังแว่วอยู่ใกล้ๆขณะที่ผมกำลังฟังรายละเอียดตารางงานและคิวถ่ายละครของตัวเอง
“ฉันว่าเพลงนี้ของเรามันยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่อ่ะยูชอน”
“งั้นตรงท่อนนี้เราลองทำใหม่ดีมั๊ย”
สอง
คนนั้นเพิ่งจะโชว์เพลงที่ทั้งคู่แต่งด้วยกันบนเวทีโตเกียวโดมมาเมื่อเร็วๆ
นี้
ผมเองก็ไม่ปฏิเสธหรอกว่าทั้งเสียงร้องและท่วงทำนองที่ผสมผสานกันของพวกเขา
มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ
แต่สำหรับผมแล้ว...คำว่าเพลงของเราที่แจจุงพูดนั้น...ผมอยากให้มันเป็นเพลง
ของเราทั้งห้ามากกว่า...
มันอาจจะฟังดูเหมือนผมยึดติดเกินไปใช่ไหม...แต่ผมก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นเพลงไหนๆ...
ขอแค่เป็นเพลงที่เราทั้งห้าคน ร้องไปพร้อมกัน...เต้นไปพร้อมกัน...มันก็ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับผม...
พวกนายเองก็คิดแบบนี้ใช่หรือเปล่า...?
••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••
“ขอโทษครับ ขออีกครั้งนะครับ”
วันนี้
ผมกลับเกาหลีมาเพียงลำพังเพื่อมาถ่ายละครตามที่ผู้จัดการของพวกเราบอกเมื่อ
คืนก่อน
อันที่จริงผมไม่ค่อยจะมีสมาธิซักเท่าไหร่แต่ก็ต้องพยายามทำให้เต็มที่
ในหัวของผมคิดแต่เรื่องของพวกเราอยู่วกไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความเครียดก่อตัวขึ้นอย่างไม่ตั้งใจทำให้ทางออกของผมจบลงที่...บุหรี่...
ทั้งที่ผมควรจะเลิกมันไปตั้งนานแล้วอย่างที่เคยตั้งใจแต่ตอนนี้มันทางออกของการคลายเครียดทางเดียวเท่าที่ผมจะนึกออกในเวลาแบบนี้
R..r..r..r..r… R..r..r..r..r…
“ว่าไงครับฮยอง....ได้ครับ แต่ตอนนี้ผมอยู่ที่....”
พี่
โฮจุนโทรมาบอกว่าจะยืมรถไปทำธุระ
ผมจึงบอกให้มาเอาที่กองถ่ายส่วนผมก็ถ่ายละครต่อไปจนกระทั่งตอนค่ำที่พี่โฮ
จุนเอารถมาคืนพวกเราจึงไปeverysing ด้วยกันหลังเลิกกอง
“ดูท่าทางนายดูไม่สบายใจเลย ยังไงวันนี้ไปค้างบ้านพี่ดีมั๊ยยุนโฮ”
พี่
โฮจุนถามผมขณะที่กำลังออกมาจากeverysing
อันที่จริงถ้าผมจะไปค้างมันก็ไม่แปลก
เพราะเราสนิทกันตั้งแต่ผมยังอยู่ที่กวางจู
แต่วันนี้ผมอยากกลับไปพักผ่อนที่บ้านของพวกเรามากกว่า
“ไว้วันหน้าแล้วกันครับฮยอง พรุ่งนี้ผมมีงานแต่เช้า ไม่รบกวนดีกว่า”
ผม
กลับเข้ามาพารากอนด้วยร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยอ่อนมากกว่าครั้งไหนๆ
หรือสาเหตุที่ผมรู้สึกแบบนี้ก็เพราะเรื่องของพวกเราทั้งห้าคน....
ร่าง
สูงสมส่วนก้าวเข้าไปในห้องนอนของตัวเองเพื่อที่จะอาบน้ำชำระร่างกายก่อนเข้า
นอน
มือแกร่งปลดเปลื้องอาภรณ์จนหมดทุกชิ้นก่อนที่จะคว้าผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่ราว
ใกล้ๆตัว
พลันสายตาก็เหลือบไปมองเครื่องมือสื่อสารสีดำขลับที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง
หลังใหญ่
อยากโทรหาใครอีกคน...อยากคุยให้รู้เรื่อง...
เรียว
ขายาวก้าวไปที่เตียงนอนก่อนที่จะเอื้อมมือหยิบมือถือขึ้นมา
ตาคมจ้องหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ในใจก็คิดว่าเขาควรจะโทรหรือไม่โทรดี
ถ้าหากโทรไปแล้วอีกฝ่ายเกิดไม่อยากคุยหละ จะทำยังไง...
‘ติ๊ดๆ’
ขณะ
ที่ผมกำลังคิดเรื่องโทรไปหาแจจุงอยู่นั้น
เสียงข้อความเข้าก็ฉุดให้ผมออกจากความคิดเมื่อครู่
เมื่อเห็นชื่อของเจ้าของข้อความที่ส่งมาก็ทำให้ผมแปลกใจ...แจจุงงั้นเหรอ...
ผม
กดเปิดข้อความทันทีอย่างไม่ต้องสงสัยและสิ่งที่ปรากฏก็คือ...ภาพของแจจุงใน
ชุดยูกาตะ...กับนาโอยะ...ดูจากหน้าตาท่าทางแล้วแจจุงคงกำลังเมาด้วยสินะ...
ผมรู้ว่าทั้งสองคนสนิทกันมานานแล้ว...ใช่...ข้อนี้ผมรู้ดี...
แต่
ในสถานการณ์แบบนี้ผมคงไม่ได้รู้สึกดีสักเท่าไหร่หรอกที่ได้รู้ว่าในขณะที่ผม
คิดมากจนเครียดแต่ฝ่ายนั้นยังดูมีความสุขอยู่กับคนอื่นงั้นเหรอ...
มือ
แกร่งยังคงจับวัตถุขนาดเล็กสีดำนั่นในขณะที่ตาคมก็ยังจับจ้องไปที่ข้อความ
ภาพที่ใครอีกคนส่งมาอยู่แบบนั้นพร้อมกับความรู้สึกหลากหลายที่ประดังประเด
เข้ามาในหัวจนกระทั่งทนความเหนื่อยล้าไม่ไหวและผล็อยหลับไปทั้งที่ยังมี
เพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันรอบเอวและยังไม่ได้อาบน้ำ
และที่สำคัญ...ในมือของหัวหน้าวงก็ยังกำโทรศัพท์เครื่องจิ๋วอยู่ทั้งอย่าง
นั้น
••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••
ช่วง
เวลาที่แสนอึดอัดในความรู้สึกของผมดำเนินผ่านมาเรื่อยๆและเชื่องช้าเหลือ
เกินในความรู้สึก
ผมเองก็ไปๆมาๆระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่นเป็นว่าเล่นเพราะต้องกลับมาถ่ายละคร
ที่กำลังจะออนแอร์ในไม่ช้า
ส่วนแจจุงและยูชอนก็เตรียมงานที่จะไปโปรโมทซิงเกิ้ลของพวกเขา
ถึงจะมีเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันทั้งห้าคนแต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่...
เหมือนกับว่าผมอยู่คนเดียว...จะดีหน่อยก็มีชางมินที่ยังคอยมาคุยด้วยเหมือนๆ
กับเมื่อก่อน แต่สำหรับคนอื่นๆนั้น
ถึงจะยังมีมาคุยกันแต่มันก็แตกต่างจากเมื่อก่อนอยู่
คงเรียกได้ว่า...คุยเท่าที่จำเป็นหละมั้ง...
ยิ่งกับแจจุงนี่ยิ่งเลวร้าย
หนักกว่าเก่า เพราะเขาทำเหมือนไม่อยากคุย ไม่อยากเข้าใกล้
และนั่นมันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแย่มากกว่าเดิม...ทำไมทุกอย่างมันต้องเป็นแบบ
นี้...
วันนี้เป็นวันทีพวกเราขึ้นเวทีเอเนชั่นครั้งสุดท้ายของปี
หลังจากการแสดงของพวกเราจบลง ทางทีมงานของญี่ปุ่นก็มีปาร์ตี้
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพวกเราก็มาร่วมสังสรรค์กับทีมงานอย่างที่
ควรจะเป็น
เสียงพูดคุยคึกครื้นที่ดูเผินๆเหมือนงานจะสนุกสนานแต่ความจริงแล้วบรรยากาศ
ระหว่างพวกเรากลับแย่อย่างถึงที่สุด
แจจุงและยูชอนที่นั่งดื่มกันเงียบๆคุยกันเบาๆอยู่ฝั่งนึงของโต๊ะ
จุนซูที่เหมือนอยากจะทำตัวให้ร่าเริงแต่คนที่รู้จักเจ้านั่นเป็นอย่างดีแบบ
ผมดูแว่บเดียวก็รู้แล้วว่าที่จุนซูกำลังทำอยู่นั่นมันเรียกว่า “ฝืน”
ชางมินที่ปกติก็ไม่ค่อยพูดมากอยู่แล้วก็นั่งตั้งหน้าตั้งตากินนานๆจะเงยหน้า
พูดกับผมที
งานเลี้ยงดำเนินไปพร้อมกับบรรยากาศกระอักกระอ่วนระหว่าง
พวกเรา
จุนซูที่ทนทำเป็นร่าเริงไม่ไหวก็เริ่มดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนตอนนี้หน้าแดง
เถือกเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
ส่วนผมก็นั่งดื่มเงียบๆพูดคุยกับทีมงานตามประสาจนกระทั่งอยู่เสียงหนึ่งก็
ดังขึ้น
“ฮยอง!”
เสียงของจุนซู...หลังจากที่นั่งดื่มเอาๆ
ทั้งที่ปกติไม่ค่อยดื่มจนทำให้เจ้าตัวเริ่มเมา
จุนซูเดินมาทางผมพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำพร้อมกับพูดในสิ่งที่ทำให้ทุกคนใน
นี้เงียบทันที
“ผม...อึก...ผมทนไม่ไหวแล้ว ผมทนให้พวกเราเป็นแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว...อึก..”
จุน
ซูพูดพลางเดินมาทางที่ผมนั่งอยู่
เขาจ้องหน้าผมทั้งที่ตัวเองก็ยืนโงนเงนไปมาอย่างคนเมาจนแจจุงและยูชอนต้องมา
จับไหล่ทั้งสองข้างไว้
ส่วนผมก็เลือกที่จะเงียบ...เพื่อที่จะรอฟังสิ่งที่จุนซูกำลังจะพูด...นั่น
สินะ...ถึงเวลาที่พวกเราต้องคุยกันเสียที...
“ผม...ผมขอโทษ ฮึก..ที่ทำอะไรโดยที่ไม่คิดทั้งที่ฮยองก็เตือนแล้ว...ผม...ฮึก...ผมไม่อยากให้พวกเราเป็นแบบนี้กันเลย ฮือ...”
จุนซูเริ่มร้องไห้ออกมาและนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกสงสารน้องชายขึ้นมาจับใจ ยูชอนและแจจุงมองหน้ากันนิดนึงก่อนที่ยูชอนจะเอ่ยออกมาบ้าง
“ผม
เองก็ขอโทษครับฮยอง...ที่ทำอะไรไม่คิดให้ดีซะก่อน
ทั้งที่ฮยองก็เหนื่อยเพื่อพวกเรามามาก...แต่สุดท้ายพวกเราก็ยังหาเรื่องมา
ให้ฮยองต้องเหนื่อยขึ้นอีก...”
“พอเถอะ...ไม่ต้องพูดแล้ว...ฉันเข้า
ใจแล้ว...บางทีฉันอาจจะคิดมากและยึดติดกับการที่พวกนายเคยเชื่อฉันทุกอย่าง
ฉันเองก็อาจจะลืมไปว่าพวกนายอาจจะโตขึ้น
มีความคิดเป็นของตัวเอง...ฉันเองก็ต้องขอโทษพวกนายด้วยเหมือนกัน”
ผม
พูดในสิ่งที่ค้างคาออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม
ก่อนที่จะรู้สึกถึงแรงถาโถมจากทั้งจุนซูและยูชอนโผเข้ามากอดรัดผมแน่นซะจน
หายใจไม่ออก
ปากก็พร่ำพูดอะไรมากมายที่ผมจับใจความได้แค่คำว่าขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พอถึงเวลานี้ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่า ที่ผมคิดว่าพวกเขาโตแล้วนั้น
จริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย พวกเขาก็ยังเป็นเด็กน้อย
เป็นน้องชายที่ยังต้องการพี่ชายอย่างผมอยู่เหมือนเดิม
ชางมินที่ลุกขึ้นและเดินมาสมทบก็โอบบ่าของผมอีกมือก็ตบไหล่เจ้าคู่ “ยูซู”
เบาๆ ส่วนอีกคนก็แค่ยืนมองอ้ำๆอึ้งๆ
แต่ผมก็พอจะรู้อยู่ว่าทำไมเจ้าตัวถึงเป็นแบบนั้น...
กลัวจะเสียฟอร์มรึไงนะ...ยองอุง แจจุง...
••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••
วันนี้
พวกเราทั้งห้าคนกลับเกาหลีมาพร้อมกันด้วยบรรยากาศที่เกือบจะเหมือนเดิมถ้า
ไม่ติดที่ว่ายังมีใครบางคนดูเหมือนจะยังดูอ้ำๆอึ้งๆ อยู่
ยูชอนแยกกลับไปพักที่บ้านตัวเองทันทีเหลือผม แจจุง จุนซู
และชางมินต้องไปพารากอนสี่คน
บนรถตู้ของพวกเรากลับมามีเสียงสดใสของจุนซูและชางมินอีกครั้งหลังจากไม่มี
มาระยะหนึ่ง
ถึงมันออกจะฟังดูน่ารำคาญแต่สำหรับผมแล้วมันกลับทำให้รู้สึกดีอย่างประหลาด
“แวะตรงนี้แป๊บนึงครับ ขอผมซื้อของก่อน”
ร่างสูงของหัวห้าวงลงจากรถเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเล็กๆโดยที่มีสายตาของใครคนหนึ่งมองตามเข้าไปจนกระทั่งรู้ว่าอีกฝ่ายไปซื้ออะไร
สูบอีกแล้วเหรอ...ทำไมพักนี้สูบหนักจังนะ
เมื่อ
มาถึงบ้าน
จุนซูก็แยกเข้าไปห้องนอนของตัวเองเพื่อเก็บเสื้อผ้าข้าวของเพราะเจ้าตัว
บอกว่าพี่ชายจะมารับกลับอิลซาน
ชางมินเองก็เอาของเข้าไปเก็บและพักผ่อนในห้องเช่นกัน
ส่วนผมกับแจจุงก็
เดินมุ่งหน้าไปที่ห้องเช่นกัน แต่ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา
ฝ่ายนั้นเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าเงียบๆ
ส่วนผมเองก็เก็บของของผมเงียบๆเช่นกัน
จนกระทั่งผมรู้สึกถึงความผิดปกติของแจจุง
ไหล่ของเขาสั่นน้อยๆบ่งบอกว่าเวลานี้เจ้าตัวกำลังร้องไห้
“นายเป็นอะไร”
“เปล่า”
แจ
จุงตอบกลับมาทั้งที่เสียงยังสั่นๆอยู่แบบนั้นแล้วยังตอบออกมาได้ว่าไม่เป็น
อะไร ผมถอนหายใจกับความปากแข็งของอีกฝ่ายก่อนที่จะเดินไปหาเขา
“ฉันว่าเรา...มาคุยกันหน่อยดีมั๊ย? มันน่าจะถึงเวลาแล้วนะที่เราต้องคุยกัน”
แจจุงเงียบซักพักก่อนที่จะเป็นฝ่ายหันหน้ามาทางผมและมองมาด้วยแววตาตัดพ้ออย่างไม่ปิดบัง
“ระหว่างเรามันเกิดอะไรขึ้น ทำไม...ทำไมอยู่ๆนายก็เปลี่ยนไป”
“ฉันไม่ได้เปลี่ยนไป นายเองต่างหากที่เปลี่ยนไป”
เมื่อ
ผมพูดออกไป แจจุงก็ยืนขึ้นและจ้องหน้าผมอย่างไม่ลดละ
เมื่อเขาจ้องมาผมก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหลบตา
ผมก็อยากจะรู้เหตุผลเหมือนกันว่าที่แจจุงบอกว่าผมเปลี่ยนไปนั้น
เปลี่ยนไปยังไง
“นายนั่นแหละ ฮึก...อยู่ๆก็ไม่สนใจฉัน
อะไรๆก็เพื่อน เรื่องคดีฉันก็รู้ว่านายคิดมาก
รอว่าซักวันนายคงมาปรึกษาฉันเหมือนเมื่อก่อนแต่ก็เปล่า
ฮือ...ฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจก็บอกมาสิ!”
“นายใจเย็นๆก่อนสิแจจุง ฟังฉันก่อนนะ”
ผม
พูดพร้อมกับดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้
เมื่อไม่สามารถต่อต้านได้แจจุงก็เอาแต่ร้องไห้จนผมรู้สึกได้ว่าเสื้อบริเวณ
หน้าอกของผมเปียกไปหมด
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไม่สนใจ
เพียงแต่...ฉันทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะอยู่ตรงไหนในเมื่อพวกนายสามคน
ตัดสินใจไปแบบนั้นฉันเลยคิดว่าพวกนายอาจจะมีความคิดที่เหมือนกันและโตพอที่
จะทำอะไรต่างๆได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งฉันอีกแล้ว...”
“ไม่จริงหรอก
พวกเราไม่ได้คิดแบบนั้นซักหน่อย! นายเองต่างหากที่ตีตัวออกห่างพวกเรา
นายอย่าคิดว่านายอยู่ตัวคนเดียวแบบนั้นสิยุนโฮ...แล้วฉันหละ
...นายมีฉันไว้เพื่ออะไร
ไหนบอกว่าเราจะคุยกันทุกเรื่องไง...นายลืมไปแล้วเหรอ”
แจจุงพูด
อู้อี้อยู่ในอ้อมกอดของผม
ฟังจากที่เขาพูดแล้วผมก็รู้สึกว่าผมทำอะไรบางอย่างผิดพลาดไป
ผมปล่อยให้คนในอ้อมกอดกังวลและน้อยใจมาตลอดสินะ
“ฉันขอโทษ...ฉัน
ลืมไป...ลืมว่าคนที่อยู่ข้างๆฉันมาตลอดก็คือนาย...แต่ว่านายจะให้ฉันทำยังไง
ในเมื่อฉันเป็นหัวหน้าวง
ฉันยืนอยู่ระหว่างพวกนายที่เป็นเหมือนครอบครัวกับสิ่งที่ใครๆบอกว่ามันคือ
ความถูกต้อง...บางทีฉันก็คิดอยากจะหนีไปในที่ๆมีแค่พวกเราห้าคน...ไม่ต้อง
แคร์ใครๆ...”
“แต่ก็ไม่เห็นต้องทำตัวแบบนี้เลยนี่!”
เสียงที่เริ่มดังขึ้นและดวงตากลมโตที่ช้อนขึ้นมามองหน้าผมทำให้รู้ว่าความโกรธและความไม่เข้าใจนั้นคงจะไม่มีแล้ว จะเหลือก็แต่...
อากัปกิริยาที่เรียกว่า “งอน” ...
“แล้วทีนายหละ ข้อความภาพอันนั้นของนายกับนาโอยะนั่นน่ะ...”
พอพูดถึงเรื่องรูปนั้น แจจุงเงียบไปและดูเหมือนจะทำท่าทางงงๆอยู่ซักพักก่อนที่จะพูดต่อ
“ขอ
โทษ! ก็ตอนนั้นฉันเมานี่ นายก็น่าจะรู้ ไม่ได้มีอะไรซักหน่อย ยูชอนก็ไป
คนอยู่เยอะแยะนายไม่เห็นต้องเอาเรื่องนั้นมาเป็นข้อต่อรองเลยนี่......”
และเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาเถียงผมต่อไปอย่างที่ชอบทำนั่นแหละ
“คราวนี้หายกันรึยัง?”
“...........”
แจ
จุงไม่ตอบผม
แต่ปากนั้นเชิดจนจะติดจมูกอยู่แล้วนั่นไม่บอกก็รู้ว่าอาการงอนนั้นเริ่มจะ
ทวีความรุนแรง ผมหลุดหัวเราะขำกับคนขี้งอนที่หาข้อโต้แย้งไม่ออกจริงๆ
หลัง
จากที่เราทะเลาะกัน ไม่สิต้องเรียกว่าปรับความเข้าใจกันมากกว่า
ผมก็ยังยืนกอดแจจุงไว้เช่นเดิมร่างกายที่ผมไม่ได้กอดมานานยังคงให้ความ
รู้สึกดีเสมอเมื่อได้สัมผัส กลิ่นหอมอ่อนๆเฉพาะตัว
ทำให้อารมณ์ที่ไม่ควรก่อตัวขึ้นตอนนี้เริ่มรู้สึกขึ้นมา
“ อื้ออ ทำอะไรของนายน่ะยุน อื้อ โฮ ”
แจจุงพยายามเบี่ยงหลบจมูกโด่งที่พยายามซุกไซร้ลำคอขาวของเขา แต่ไม่ว่าจะหลบยังไงก็หนีไม่พ้นผมไปได้หรอก
“ก็ทำอะไรที่เราไม่ได้ทำกันมานานแล้วน่ะสิ ”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก
ผมเริ่มเอามือล้วงเข้าไปลูบผิวเนื้อเนียนสวยของแจจุงข้างในเสื้อ เฮ้อ
ยังนุ่มและเนียน เหมือนเดิม นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้สัมผัส
“ อ๊ะ ชองยุนโฮ น..นายปล่อยนะ ”
ขณะที่มือลูบไป ปากก็เริ่มซุกไซร้ไปด้วย
ก่อนที่จะริมฝีปากของผมจะขึ้นมาสัมผัสกับริมฝีปากอิ่มของแจจุงที่เริ่มจะ
แผลงฤทธิ์โดยการด่าผม
“ อือ ..อืม ”
เสียงหวานหูครางให้ได้ยิน หลังจากที่ผมประกบปากลงไป
จากสัมผัสที่อ่อนโยนเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ลิ้นของผมเริ่มเกี่ยวกระหวัดกับลิ้นของแจจุงที่ตอนนี้หันมาให้ความร่วมมือ
เป็นอย่างดีหลังจากที่ช่วงแรกพยายามเบี่ยงหลบลิ้นของผม
เราสองคนจูบกันอยู่นาน
จนผมรู้สึกได้ว่าคนตัวเล็กที่ผมโอบกอดอยู่นั้นเริ่มจะไม่ไหว
จึงต้องถอนปากออกมาด้วยความเสียดาย หยาดน้ำใสๆ
ไหลย้อยลงมาจนเลอะมุมปากของแจจุง
“ อืม อ่า..ยุน..โฮ นาย เบาๆหน่อยสิ ปากฉันเจ่อหมดแล้ว ”
บ่นไปหน้าก็แดงไป น่ารักเกินไปแล้วจริงๆนะคิมแจจุง
“ ก็ดีสิเจ่อๆแบบนี้เซ็กซี่ดีออก ”
พูดไปผมก็ใช้มือลูบริมฝีปากที่เริ่มจะเจ่อของแจจุงไป
“ หึ แต่ว่านายอยากให้เบาจริงๆหรอ หืมมม... ”
ขณะ
ที่พูดผมก็
เริ่มกลับไปซุกไซร้ที่คอของเค้าอีกครั้งผมทั้งจูบทั้งเลียอยากจะทำให้เกิด
รอยแต่ก็รู้ว่ามันคงไม่เป็นผลดีเพราะแจจุงยังมีงานที่ต้องทำต่อที่ญี่ปุ่น
มือของผมเริ่มกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง
จากหน้าท้องแบนราบเลื่อนขึ้นไปสัมผัสหน้าอกเนียนผมรู้สึกได้ว่าแจจุงขนลุก
หน้าอกเริ่มตั้งชัน หึหึ
ก็ยังเป็นแจจุงที่ความรู้สึกไวทุกครั้งที่ผมสัมผัส
“ นายเนี่ย จะสัมผัสกี่ครั้งก็ยังให้ความรู้สึกดีเหมือนเดิมตลอดเลยนะ ”
“ อ๊ะ ...ไอ้บ้า รู้สึกดีบ้าบออะไรเล่า ชิ!”
ขนาดในเวลาแบบนี้เค้าก็ยังปากเก่งเห็นแล้วอยากฟัดปากอิ่มๆนั้นให้บวมหนักกว่าเดิมจริงๆ
“อ๊ะ ..อ่า ยุน..โฮ”
ผมแกล้งไล้มือไปสัมผัสยอดอกของเค้า ส่วนมืออีกข้างนึงก็เริ่มมายุ่มย่ามกับเข็มขัดกางเกง
“อ่า..แจจุงนายอยากรุ้สึกดีกว่านี้อีกมั๊ย”
เพิ่งเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของผมเริ่มจะไม่ไหวแล้วอยากสัมผัสทุกส่วนของแจจุง อยากเข้าไปเติมเต็มแจจุง อยาก ..อยากจริงๆ
“อ๊า..ยุนโฮ แรง... แรงกว่านี้อีก”
รู้สึก
ตัวอีกทีมือของผมก็เข้าไปสัมผัสกับส่วนอ่อนไหวของแจจุงแล้ว
เขาครางหนักขึ้นเรื่อยๆ ขอให้ผมทำให้แรงกว่านี้ แล้วผม...จะขัดได้หรอ
ก่อน
ที่ผมจะสัมผัสเขามากกว่านี้ เสียงโทรศัพท์ที่ผมตั้งสั่นไว้ก็ดังขึ้น ชิ..
ใครวะ ผมจำต้องละมือจากแจจุงที่นั่งหอบหน้าแดงอยู่บนเตียงไปอย่างเสียดาย
“ ฮัลโหล อืม ..ครับพี่ ทราบแล้วครับ ครับ.. ”
หลัง
จากที่ได้รับโทรศัพท์จากพี่ผู้จัดการที่บอกผมว่า อีก 2ชั่วโมง
ผมมีถ่ายละครที่สนามกีฬา
ให้ผมรีบไปทานข้าวแล้วพี่จะตามไปรับผมที่ร้านอาหาร
“ เป็น แฮ่ก.. อะไรน่ะ...ยุน.โฮ ”
แจจุงเงยหน้าขึ้นมาถามผมซึ่งยืนหมดอาลัยตายยากอยู่
“ เฮ้อ.... แจจุง เสียดายจังแต่นายกับฉันคงอดแล้วหละ”
“ อดอะไร ”
แจจุงที่ตาปรอย เอียงคอถามอย่างน่ารัก ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะฟัดเค้าทั้งวันทั้งคืนจริงๆ แต่ก็....นะ
“ ก็อด.... ไงหละ ”
แจจุงหน้าแดงขึ้นทันทีหลังจากที่ผมกระซิบบอกคำบางคำออกไป
“ชองยุนโฮ คนบ้า”
หลังจากที่แจจุงเริ่มหายใจสะดวกขึ้นและจัดการแต่งตัวจนเรียบร้อยแล้ว จึงหันมาหาผมซึ่งนั่งมองเค้าแบบขำๆอยู่ใกล้ๆ
“ หนอย... ยิ้มบ้าอะไรของนายหละ! จะกินมั๊ยหละ ข้าวน่ะ หิวจะแย่อยู่แล้ว ชิ .. ”
เขา
พูดกลบเกลื่อนก่อนที่ผละออกจากผมและเดินออกไปข้างนอก
ได้ยินเสียงแจจุงไปเคาะประตูห้องชางมินเพื่อชวนไปกินข้าว
ผมมองตามยิ้มๆก่อนที่จะตามออกไปบ้างก่อนที่จะโดนงอนเพราะหิวจัดขึ้นมาอีก
ออกมาก็เจออีกฝ่ายกำลังยืนค้ำเอวแยกเขี้ยวใส่บานประตูห้องน้องเล็กปากก็บ่น
งึมๆงำๆจับใจความได้นิดหน่อยว่า “ไอ้เด็กบ้า ฉันเป็นพี่แกนะ....”
เห็นแบบนี้แล้วผมก็อดแกล้งไม่ได้...ขอซักหน่อยเหอะ ยองอุง แจจุง…
“จะไปกันยังที่รัก~”
ผมจงใจแกล้งพูดเสียงดังและแถมท้ายด้วยการโอบเอวอีกฝ่ายแน่นจนโดนค้อนเข้าให้หนึ่งที
“ใครที่รักนาย! ปล่อยนะยุนโฮ!”
เขาพยายามแกะมือผมออกและจ้ำอ้าวไปที่รถตู้ ผมจึงรีบเดินตามไปเพราะตอนนี้ท้องไส้ก็เริ่มประท้วงขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน
ระหว่าง
ทางที่ไปร้านอาหาร แจจุงก็สรรหาเรื่องมาพูดได้ไม่หยุดปาก
อาจจะเป็นเพราะว่าเราสองคนไม่ได้คุยกันแบบนี้มาซักพัก
ผมเองก็ตั้งใจฟังทุกเรื่องที่เขาพูด
••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••
ร้านชินเนจู
เมื่อมาถึงร้าน เราสองคนก็เข้าไปกินกัน ซักพัก ทีมผู้จัดการก็ตามมาสมทบอีกที
“อ้าว ดีกันแล้วเหรอ”
หนึ่งในผู้จัดการถามขึ้นเมื่อมองผมและแจจุง
“ก็ไม่ได้โกรธกันนี่!”
แจ
จุงตอบออกไปทันทีทำให้ผมอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ นี่แหละน๊า ยองอุง
แจจุงของแคสสิโอเปีย ถ้าเถียงคำไม่ตกฟากนี่ตัวจริงเสียงจริงเลยหละ!
เมื่อ
กินกันอิ่มท้องแล้ว
พวกเราก็เดินออกมาหน้าร้านเพื่อแยกย้ายกันไปคนละคันเพราะผมต้องไปถ่ายละคร
ที่สเตเดี้ยมต่อ
แต่ก่อนที่จะขึ้นรถผมก็ไม่ลืมที่จะเดินไปจับมือแจจุงเป็นการร่ำลาและพูดเบาๆ
ให้พอได้ยินกันสองคน
“แล้วเจอกันนะ”
แจจุงไม่พูดตอบแต่กลับ
ยิ้มบางๆและขึ้นรถกลับพารากอน
ส่วนผมก็ต้องไปถ่ายละครที่ยังถ่ายไปได้ไม่ถึงไหน
แต่ตอนนี้...ผมไม่รู้สึกเหนื่อยเลยซักนิด...
ถ้าทุกวันต่อจากนี้...พวกเรายังเป็นแบบนี้...ผมก็เต็มใจที่จะเหนื่อยตลอดไป...
“สวัสดีครับ วันนี้ช่วยเชียร์ผมดังๆด้วยนะครับ แต่อย่าเรียกผมว่ายุนโฮนะครับ ผมชื่อชาบงกุนน๊า~”
End….
••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.•• ••.•´¯`•.•• Yunho-Jaejung ••.•´¯`•.••
+ พรุ่งนี้มาดิทเม้าส์นะคะ วันนี้มึน ฮ่าๆๆ +
ใครอยากรู้ว่าโปรเจคต์นี้มีที่มายังไง จิ้มค่ะ
ที่มาของการทำโปรเจคต์
โฮ้ะ , คอมเม้นไปแล้วใน TVXQFIC
แต่มาเจอเห็นอัพอยู่ที่นี่เลยเข้ามาเป็นกำลังใจให้ค่า ,
สู้ๆนะคะ จะรออ่านเน๊อ ^^
#1 By DANIYH ♥ on 2009-10-16 02:25